สกิลภาษาของแต่ละคนแน่นอนว่าไม่เท่ากัน นอกจากคะแนนสอบแล้วก็ต้องมีตัวชี้วัด เพื่อให้เป็นมาตรฐานและสามารถเทียบเกณฑ์ได้ และวันนี้ดุสิตจะพาทุกคนมารู้จัก CEFR หรือที่ย่อมาจาก Common European Framework of Reference for Languages ซึ่งเป็นเกณฑ์วัดระดับภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ว่ามันคืออะไร สอบยังไง พร้อมเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยให้ลูกของคุณสอบผ่าน!
CEFR คืออะไร
CEFR คือ เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้วัดระดับความสามารถทางภาษา ที่ได้รับการยอมรับจากประเทศในยุโรปและอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยจะวัดทักษะทั้งด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ส่วนใหญ่มักนิยมใช้วัดทักษะภาษาอังกฤษ แต่จริง ๆ แล้วเกณฑ์ CEFR สามารถใช้ได้กับทุกภาษาในแถบยุโรป เช่น ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาสเปน ภาษาอิตาลี เป็นต้น

ระดับของการสอบ CEFR มีทั้งหมดกี่ Level
Level ของการวัดระดับ CEFR สามารถแบ่งออกเป็น 6 ระดับด้วยกัน ดังนี้
| ระดับ | รายละเอียด |
| A1 (Beginner) | สื่อสารด้วยประโยคพื้นฐาน เข้าใจสำนวนง่าย ๆ สามารถถามและตอบคำถามในชีวิตประจำวัน รวมถึงสามารถบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองได้ |
| A2 (Elementary) | ใช้คำศัพท์และประโยคพื้นฐานได้ดี สามารถสนทนาและพูดคุยกับผู้อื่นได้ระดับหนึ่ง เช่น ชอปปิง การทำงาน หรือการขอความช่วยเหลือ บอกเล่ากิจวัตรและเรื่องราวที่พบเจอในชีวิตประจำวันได้ |
| B1 (Intermediate) | สื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว เข้าใจบริบทต่าง ๆ เป็นอย่างดี สามารถใช้ภาษาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ได้ดี เช่น การเดินทาง และสามารถแสดงความคิดเห็น รวมถึงให้เหตุผลสั้น ๆ ได้ |
| B2 (Upper-Intermediate) | เลือกใช้คำศัพท์ได้หลากหลาย สื่อสารกับเจ้าของภาษาโดยไม่ติดขัด ทำความเข้าใจในบริบทที่ซับซ้อนได้ดี สามารถโต้แย้งในหัวข้อทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม |
| C1 (Advanced) | สามารถอ่านบทความวิชาการยาว ๆ เข้าใจความหมายแฝงได้ดี โต้ตอบบทสนทนาได้อย่างรวดเร็ว สื่อสารด้วยภาษาแบบทางการได้ รวมถึงสามารถพูดและจัดเรียงประโยคได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ |
| C2 (Proficient) | เป็นระดับสูงสุดที่สามารถเข้าใจและพูดคุยหัวข้อต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย แม้จะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก ๆ สื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติ สามารถสรุปข้อมูลต่าง ๆ และถ่ายทอดออกมาได้ครบถ้วนและถูกต้องแม่นยำ |
ตารางเทียบระดับ CEFR กับคะแนน IELTS, TOEFL (iBT), TOEIC
หลายคนอาจสงสัยว่าเกณฑ์ของ CEFR สามารถนำไปเทียบกับการทดสอบภาษาอังกฤษอื่น ๆ ได้หรือไม่ ดุสิตสรุปมาเป็นตารางให้ทุกคนแล้ว
| CEFR | IELTS | TOEFL (iBT) | TOEIC |
| A1 (Beginner) | 2.0 – 2.5 | ต่ำกว่า 30 | 120 – 220 |
| A2 (Elementary) | 3.0 – 3.5 | 30 – 40 | 225 – 545 |
| B1 (Intermediate) | 4.0 – 5.0 | 41 – 52 | 550 – 780 |
| B2 (Upper-Intermediate) | 5.5 – 6.5 | 53 – 78 | 785 – 940 |
| C1 (Advanced) | 7.0 – 8.0 | 79 – 95 | 945 – 990 |
| C2 (Proficiency) | 8.5 – 9.0 | 96 – 120 | – |

การสอบ CEFR สำคัญอย่างไรกับคนที่ต้องการเรียนต่อในสายนานาชาติ
หลังจากทำความเข้าใจเกณฑ์ทั้งหมดไปแล้ว มาดูกันว่าทำไม CEFR ถึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะคนที่ต้องการเรียนต่อในสถาบันระดับนานาชาติ
ข้อสอบมาตรฐานที่ยอมรับกันทั่วโลก
CEFR เป็นข้อสอบที่โรงเรียนนานาชาติและมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก ใช้ประเมินทักษะภาษาและพิจารณารับเข้าเรียนต่อ เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนคนนี้มีศักยภาพ และสามารถใช้งานภาษาในระหว่างการเรียนรู้ได้ดี
ใช้ประเมินระดับภาษาของตัวเอง
ข้อสอบนี้ช่วยให้ผู้สอบสามารถระบุจุดแข็งและจุดอ่อนด้านภาษาของตัวเองได้ ว่าจุดไหนที่แข็งแรงแล้ว จุดไหนที่ต้องพัฒนาต่อไป และวัดผลความสามารถทางภาษาในปัจจุบันว่าอยู่ในระดับใด
แจกวิธีเตรียมตัวสอบ CEFR อย่างไรให้ผ่านฉลุย
- หมั่นทำแบบฝึกหัดบ่อย ๆ ลองค้นหาข้อสอบเก่าหรือตัวอย่างข้อสอบ จากนั้นฝึกทำเป็นประจำ เพื่อให้คุ้นชินกับข้อสอบ และรู้แนวทางคำถาม
- ฝึกฟังและอ่านข่าวต่างประเทศ สำหรับใครที่ต้องการฝึกภาษาในหลากหลายบริบท การฟังและอ่านข่าวเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ เพราะมีทั้งข่าวเศรษฐกิจ ข่าวบันเทิง ข่าวการเมือง หรือข่าวกีฬา ทำให้ได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ๆ ในทุก ๆ วัน
- พูดคุยกับเจ้าของภาษา หากมีเพื่อนต่างชาติลองฝึกพูดกับพวกเขาบ่อย ๆ หรือใช้แอปฝึกภาษาอังกฤษช่วยฝึกการออกเสียงและสำเนียงให้เป๊ะที่สุด
- ฝึกเขียนอีเมลหรือบทความสั้น ๆ ลองฝึกเขียนอีเมลในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น อีเมลสมัครงาน อีเมลแจ้งปัญหากับร้านค้า หรือเรียงความเชิงวิชาการ
- ซ้อมแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ลองฝึกโต้วาทีประเด็นทางสังคมต่าง ๆ กับเพื่อนหรือพ่อแม่เป็นภาษาอังกฤษ และให้พวกเขาประเมินการให้เหตุผลหรือการอธิบายเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจง่าย
รวมคำถามพบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการสอบ CEFR
CEFR สอบที่ไหน
สามารถสอบได้ทั้งแบบออนไลน์และสอบที่ศูนย์สอบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน หน่วยงานเอกชนที่ได้รับการรับรอง หรือมหาวิทยาลัยที่จัดเป็นศูนย์สอบ
ผลสอบ CEFR มีอายุกี่ปี
ไม่มีวันหมดอายุและสามารถใช้งานได้ตลอดชีพ แต่สถาบันส่วนใหญ่มักจะขอผลทดสอบล่าสุดไม่เกิน 2 – 3 ปี เพื่อให้สามารถประเมินทักษะที่ใกล้เคียงกับความสามารถ ณ ปัจจุบันที่สุด
สรุป
CEFR เป็นข้อสอบที่ช่วยประเมินทักษะภาษาของลูกว่าอยู่ในเกณฑ์ใด เพื่อวางแผนเส้นทางการศึกษา และเติมเต็มในทักษะที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติมได้ถูกจุด โดยไม่กดดันในตัวลูกจนเกินไป และเมื่อเขาไปเจอสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ อย่างสถาบันระดับนานาชาติ ก็จะสามารถปรับตัวและเรียนหนังสือได้อย่างมีความสุข
