รวม 10 แอปเรียนภาษาอังกฤษ ทั้งฟรีและเสียค่าใช้จ่าย
March 2, 2026

รวมให้แล้ว! 10 แอปเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง (ทั้งฟรีและเสียเงิน) ฉบับปี 2026

ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษแบบ Native Speaker การตั้งใจเรียนในห้องเรียนก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าชีวิตประจำของเรารายล้อมไปด้วยภาษาอังกฤษ จะยิ่งช่วยพัฒนาสกิลของเราให้เก่งแบบก้าวกระโดด บทความนี้ดุสิตเลยจะมาแนะนำ 10 แอปฝึกภาษาอังกฤษ ทั้งแบบฟรีและเสียค่าใช้จ่าย ครบทั้งทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน พร้อมแล้วก็เตรียมตัวดาวน์โหลดเลย!

1. Duolingo

Duolingo แอปฝึกภาษาอังกฤษยอดนิยมที่ใช้งานได้ฟรี

ถ้าจะพูดถึงแอปสอนภาษาอังกฤษที่ใช้งานได้ฟรี ทุกคนจะต้องนึกถึง Duolingo เป็นอย่างแรกแน่นอน เหตุผลคนนิยมใช้กันเยอะ เพราะคนที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนก็เรียนได้ เริ่มต้นตั้งแต่ศัพท์หรือประโยคง่าย ๆ แล้วค่อย ๆ ไต่ระดับความยากขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยฟีเจอร์หลัก ๆ คือการสอนภาษาควบคู่ไปกับการเล่นเกม (Gamification) เช่น เกมเติมคำ เรียงประโยค อ่านออกเสียง หรือจับคู่คำศัพท์กับความหมาย เป็นต้น

  • ค่าใช้จ่าย: ฟรี (แต่สามารถอัปเกรดเป็นเวอร์ชันเสียเงิน “Super Duolingo” และ “Duolingo Max” เพื่อใช้งานฟีเจอร์อื่น ๆ เช่น Explain My Answer และ Roleplay)

2. HelloTalk

HelloTalk แอปฝึกภาษาอังกฤษที่จับคู่ผู้เรียนกับเจ้าของภาษา

HelloTalk เป็นแอปฝึกภาษาอังกฤษที่จะจับคู่ผู้เรียนกับเจ้าของภาษาโดยตรง ทำให้มีโอกาสได้สื่อสารกับ Native Speaker ตัวเป็น ๆ ซึ่งสามารถสนทนาได้ทั้งรูปแบบแชต วิดีโอคอล เสียง หรือสร้างห้องเสียงเพื่อพูดคุยกันเป็น Community ก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเครื่องมืออื่น ๆ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวก เช่น Translation, Correction, AI Grammar และ Transliteration เพื่อให้การพูดคุยกับเพื่อนต่างชาติราบรื่นมากที่สุด

  • ค่าใช้จ่าย: ฟรี (แต่สามารถใช้งานบางฟีเจอร์ได้จำกัด เช่น ลิมิตการแปลภาษา 10 ครั้ง/วัน และเริ่มแชตใหม่ได้ 10 คน/วัน)

3. ELSA Speak

ELSA Speak แอปฝึกพูดภาษาอังกฤษระดับโลก

ELSA Speak แอปฝึกพูดภาษาอังกฤษระดับโลกที่ประเมินทักษะด้วยเทคโนโลยี AI ที่จะช่วยปรับปรุงการออกเสียง น้ำเสียง ไวยากรณ์ และการใช้คำศัพท์ พร้อมบอกจุดที่ควรแก้ไขและคำแนะนำอย่างละเอียดเหมือนกับครูภาษาอังกฤษตัวจริง มีหัวข้อการพูดคุยหลากหลายทั้งบทสนทนาในชีวิตประจำวันและการทำงาน นอกจากนี้ สามารถปรับกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะกับเป้าหมายส่วนตัวได้ด้วย

  • ค่าใช้จ่าย: เริ่มต้นที่ 1,119 บาท สำหรับ ELSA Pro ระยะสั้น 3 เดือน และแพ็กเกจใหญ่สุดคือ ELSA Pro ตลอดชีพ ซึ่งราคาอยู่ที่ 3,659 บาท

4. Cake

Cake แอปเรียนภาษาอังกฤษที่เรียนจากคลิปสั้น ๆ 3 นาที

สำหรับใครที่มีเวลาน้อยและอยากฝึกภาษาวันละนิดวันละหน่อย Cake เป็นแอปเรียนภาษาอังกฤษที่ชื่อน่ารัก แต่ฟีเจอร์จัดเต็ม เน้นการเรียนรู้ผ่านวิดีโอสั้น ๆ ไม่เกิน 3 นาที จากคลิปในยูทูบ ซีรีส์ พอดแคสต์ หรือการ์ตูน มีควิซสนุก ๆ ให้ทำ มีฟีเจอร์ให้พูดตาม แถมยังมีบทเรียนที่เนื้อหาคือสิ่งที่ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เช่น สำนวนภาษาอังกฤษ วลียอดนิยม หรือประโยคที่ใช้เข้าสังคม เป็นต้น

  • ค่าใช้จ่าย: มีทั้งแบบฟรีและเสียค่าใช้จ่าย (ถ้าสมัครแบบ Cake Plus จะสามารถเรียนบทเรียนได้โดยไม่มีโฆษณาคั่น)

5. Memrise

Memrise แอปเรียนภาษาอังกฤษที่ใช้เวลาเรียนแค่ 15 นาที

Memrise โปรแกรมสอนภาษาอังกฤษทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน ที่ใช้เวลาเรียนแค่ประมาณ 15 นาทีต่อวัน ผสมผสานการเรียนรู้เข้ากับแฟลชการ์ดที่มีทั้งภาพและเสียง ช่วยให้ผู้เรียนจำคำศัพท์ วลี สำนวนได้เร็วขึ้น รวมถึงฝึกวิธีการออกเสียงที่ถูกต้อง ผ่านการฝึกพูดกับวิดีโอเจ้าของภาษา

  • ค่าใช้จ่าย: มีทั้งฟรีและเสียเงิน แพ็กเกจรายเดือน 355 บาท, รายปี 1,510 บาท และตลอดชีวิตอยู่ที่ 6,990 บาท

6. Drops

Drops แอปฝึกภาษาอังกฤษที่เน้นการจำคำศัพท์ด้วยการเล่นเกม

ใครที่ชอบท่องศัพท์แบบเกม ขอแนะนำ Drops แอปพลิเคชันฝึกภาษาอังกฤษที่เน้นการจำศัพท์ผ่านการเล่นเกม จำกัดเวลาเล่นแค่ 5 นาทีต่อวันเท่านั้น เพื่อไม่ให้ผู้เรียนรู้สึกกดดันจนเกินไป เหมือนแวะมาเล่นเกมสนุก ๆ เฉย ๆ ซึ่งมีศัพท์มากมายกว่า 5,000 คำจาก 100 หมวดหมู่ รับรองว่าได้คลังคำศัพท์ใหม่ ๆ เพียบแน่นอน

  • ค่าใช้จ่าย: สามารถใช้งานได้ฟรี ทั้ง iOS และ Android

7. LearnEnglish Grammar

LearnEnglish Grammar แอปฝึกภาษาอังกฤษจาก British Council

ยกระดับงานเขียนให้เป๊ะด้วย LearnEnglish Grammar แอปพลิเคชันช่วยทบทวนไวยากรณ์มาตรฐานสากลจาก British Council องค์กรชั้นนำด้านวัฒนธรรมและการศึกษาที่ทั่วโลกยอมรับ ซึ่งการฝึกไวยากรณ์ภาษาอังกฤษในแอปนี้มีระดับความยากให้ผู้ใช้งานฝึกทั้งหมด 4 ระดับ โดยเนื้อหาจะเริ่มต้นตั้งแต่ CEFR ระดับ A1 และระดับสูงสุดคือ CEFR ระดับ C2 เรียกได้ว่าน้อง ๆ นักเรียนคนไหน หรือใครที่กำลังมองหาแอปฝึกภาษาอังกฤษแบบอัปสกิลครบทุกด้านต้องแอปนี้เลย!

  • ค่าใช้จ่าย: ฟรี

8. Bright

Bright แอปเรียนภาษาอังกฤษที่ใช้เทคนิค Fast Brain ในการจำคำศัพท์

Bright แอปพลิเคชันเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่การันตีว่าผู้เรียนจะเก่งขึ้นใน 2 เดือน ด้วยเทคนิคการจำคำศัพท์แบบ Fast Brain และ Spaced Repetition เป็นการจำศัพท์ใหม่ใน 24 ชั่วโมง และกลับมาทบทวนอีกครั้งในอีก 3 วันหรือสัปดาห์ถัดไป โดยมีคลังคำศัพท์กว่า 4,000 คำและหลากหลายหัวข้อ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง ครอบครัว หรือการสัมภาษณ์งาน รวมถึงมีระบบตรวจจับการออกเสียงด้วย

  • ค่าใช้จ่าย: ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน จากนั้นคิดค่า Subscription ตามแพ็กเกจ

9. English Listening – 6mins

6mins แอปฝึกฟังภาษาอังกฤษใน 6 นาที

6mins เป็นแอปฝึกฟังภาษาอังกฤษสั้น ๆ ใน 3 – 6 นาที โดยอิงเนื้อหาจาก BBC Learning English แพลตฟอร์มเรียนภาษาอังกฤษจาก BBC สำนักข่าวชื่อดังของอังกฤษ ทำให้ได้เรียนรู้สำเนียงและไวยากรณ์แบบ British เหมาะสำหรับผู้ที่อยากปูพื้นฐานก่อนเรียนต่อสถาบันในสหราชอาณาจักร ซึ่งนอกจากการฟังแล้ว 6mins ยังสรุปคำศัพท์จากข่าว และอธิบาย Grammar Guide แบบละเอียดอีกด้วย

  • ค่าใช้จ่าย: ใช้งานได้ฟรี

10. The Guardian – UK & World News

ปิดท้ายด้วย The Guardian – UK & World News แอปอ่านข่าวภาษาอังกฤษในเลเวล Advanced เพราะเนื้อหาข่าวยาวและใช้ศัพท์ยาก ๆ ค่อนข้างเยอะ เหมาะกับคนที่อยากท้าทายตัวเอง หรือรู้สึกว่าคลังศัพท์ที่มีเริ่มง่ายเกินไป ซึ่งสามารถใช้ฟีเจอร์ฟังข่าวแบบเต็ม ๆ ได้เช่นกัน มีให้เลือกอ่านทั้งข่าวกีฬา ข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ ข่าววัฒนธรรม และข่าวไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ

  • ค่าใช้จ่าย: สามารถอ่านได้ฟรี 20 เรื่อง/เดือน และสามารถอัปเกรดเป็นพรีเมียม เพื่อการอ่านที่ลื่นไหลแบบไร้โฆษณาและไม่จำกัดจำนวนเรื่อง โดยมีแพ็กเกจให้เลือกทั้งแบบรายเดือน 11.99 ปอนด์ (ประมาณ 508 บาท) และรายปี 119.99 ปอนด์ (ประมาณ 5,076 บาท)

 

สรุป

จบกันไปแล้วกับ 10 แอปพลิเคชันฝึกภาษาอังกฤษที่ดุสิตได้รวบรวมมาให้ทุกคนในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องติดตั้งครบทุกแอป แต่แนะนำว่าให้ลองเลือกดาวน์โหลดตามความสนใจ หรือตามทักษะที่ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม ที่สำคัญ แอปฝึกภาษาอังกฤษเหล่านี้ใช้เวลาเรียนไม่นาน แค่สละเวลาว่างในแต่ละวันสักเล็กน้อย ก็อาจเปลี่ยนจากสกิลภาษาอังกฤษธรรมดา ให้เก่งเทียบเท่าเจ้าของภาษาได้เลยทีเดียว!

General Enquiries : +66 (0) 2668 6231