อยากให้ "เด็กความจำดี" ต้องทำยังไง? เผยทริคช่วยลูกจำแม่น จำได้นาน
April 8, 2026

อยากให้ “เด็กความจำดี” ต้องทำยังไง? เผยทริคช่วยลูกจำแม่น จำได้นาน พัฒนาการสมวัย

ในช่วงวัยเด็ก การเสริมสร้างพัฒนาการด้านความจำเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพราะอาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านความจำและสมาธิในระยะยาว ซึ่งพัฒนาการเรื่องความจำในเด็กบางทีอาจไม่ได้มาจากเรื่องพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว ดังนั้นสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่สงสัยว่า จะต้องทำยังไงให้เด็กความจำดีนั้น สามารถทำการฝึกฝน การเสริมโภชนาการ และการพักผ่อน โดยบทความนี้ดุสิตจะมาแนะนำวิธีฝึกสมองให้เด็กจำแม่น จำเก่ง เรียนรู้ไว และพัฒนาสมรรถภาพด้านความจำไปพร้อม ๆ กัน

เข้าใจการทำงานของสมอง พื้นฐานสำคัญของการสร้างเด็กความจำดี

การที่เด็กจะมีความจำดีหรือไม่นั้น อาจมาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโครงข่ายเส้นประสาท ซึ่งหากมีการกระตุ้นอย่างเหมาะสม โครงข่ายเหล่านี้ก็จะยิ่งกว้าง และเชื่อมโยงกันได้อย่างรวดเร็ว โดยสมองของเด็กจะทำงานผ่านเซลล์ประสาท (Neurons) เมื่อมีการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เซลล์จะเกิดการ ‘ไซแนปส์’ (Synapse) หรือการสร้างจุดเชื่อมต่อกันไปเรื่อย ๆ ยิ่งมีการฝึกฝน กระตุ้น และได้รับโภชนาการที่ดีมากเท่าไหร่ จุดเชื่อมต่อนี้ก็จะยิ่งแข็งแรง จนกลายเป็นทักษะและทำให้เด็กความจำดีขึ้นได้

ความจำระยะสั้น (Short-term) vs ความจำระยะยาว (Long-term)

สมองยังมีการแบ่งสัดส่วนเก็บความทรงจำเป็นระยะสั้น และความจำระยะยาว ซึ่งการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดี ข้อมูลในส่วนความจำระยะสั้นจะสามารถถูกย้ายไปเก็บเป็นความจำระยะยาวได้

  • ความจำระยะสั้น : เป็นรูปแบบการรับข้อมูลอย่างรวดเร็ว และลงมือทำในทันที เช่น การแก้โจทย์คณิตศาสตร์ตามวิธีการจากคุณครู หรือการปฏิบัติตามคำสั่งของพ่อแม่
  • ความจำระยะยาว : เป็นรูปแบบความจำที่เมื่อไหร่ที่ต้องการใช้ สมองจะดึงข้อมูลเหล่านั้นออกมา เช่น การนึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือการจำวิธีแก้โจทย์เลขได้

ช่วง Golden Period ของการพัฒนาสมองเด็กที่พ่อแม่ไม่ควรพลาด

ช่วง Golden Period คือ ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการพัฒนาสมองในเด็ก ซึ่งจะอยู่ในช่วงอายุ 0-6 ปี ในช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

  • สมองของเด็ก 3 ขวบ มีอัตราการเติบโตเร็วกว่าผู้ใหญ่มากถึง 2 เท่า
  • เป็นช่วงที่สมองยังมีความยืดหยุ่น จึงเหมาะแก่การปลูกฝังจิตสำนึก ความจำ การเรียนรู้ภาษา และทักษะการคิดวิเคราะห์
  • เนื่องจากมีการสร้างไซแนปส์เยอะในช่วงนี้ หากมีเส้นประสาทส่วนไหนไม่ถูกใช้งาน สมองก็จะตัดเอาส่วนนั้นออกไป เพื่อลดการใช้พลังงาน

ดังนั้น หากเด็กได้รับโภชนาการ การฝึกฝนทักษะ และการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอสมกับวัย ก็มีโอกาสที่เด็กจะความจำดีขึ้นได้

พ่อแม่ควรรู้! บำรุงสุขภาพลูกรักยังไงให้ลูกจำเก่ง มีความจำดีได้บ้าง

พ่อแม่ควรรู้! บำรุงสุขภาพลูกรักยังไงให้ลูกจำเก่ง

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะสงสัยว่า หากต้องการเสริมสุขภาพให้ลูกเพื่อเป็นหนึ่งในวิธีฝึกสมองให้ความจำดีในเด็ก ต้องทำอย่างไรบ้าง โดยทั่วไปแล้วให้พยายามบำรุงสุขภาพลูก ๆ ตามวิธีดังต่อไปนี้

อาหารบำรุงสมอง (Brain Food) โอเมก้า 3, DHA และวิตามินที่จำเป็น

สมองของเด็กเต็มไปด้วยไขมันเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นถ้าเสริมไขมันดีเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะช่วยบำรุงสมองได้ โดยสารอาหารอย่างโอเมก้า 3, DHA และวิตามินต่าง ๆ สามารถหาได้จากวัตถุดิบธรรมชาติทั่วไป ดังนี้

  • โอเมก้า 3, DHA : พบมากในปลาทะเล เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน และถั่วต่าง ๆ ช่วยสร้างเซลล์สมองและจอประสาทตา และเสริมการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทได้
  • ธาตุเหล็ก และไอโอดีน : พบมากในเนื้อแดง ไข่แดง และผักใบเขียวเข้ม ช่วยเสริมสมาธิและความตื่นตัว
  • วิตามินบีรวม : โดยเฉพาะวิตามิน B12 ที่ช่วยบำรุงระบบประสาท และเสริมด้านความจำ

การนอนหลับพักผ่อน (Sleep Quality) กุญแจสำคัญที่ช่วยจัดระเบียบความจำ

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ มีผลต่อเรื่องความจำของลูกเป็นอย่างมาก เพราะในช่วงที่ลูกหลับ สมองของลูกน้อยจะทำงานตลอดเวลา โดยจะมีกระบวนการดังต่อไปนี้

  • Memory Consolidation : เมื่อเข้าสู่ช่วงหลับลึก สมองจะทำการย้ายข้อมูลจากความจำระยะสั้นให้กลายเป็นความจำระยะยาว โดยเด็กจะซึมซับทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้มาในแต่ละวัน และส่งผลต่อพฤติกรรม ทักษะความจำในอนาคต
  • Growth Hormones : นอกจากการย้ายข้อมูลความจำแล้ว ช่วงหลับลึกจะมีการหลั่ง Growth Hormones หรือฮอร์โมนการเจริญเติบโต ที่จะช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของทั้งร่างกายและสมอง
  • กำจัดสารพิษตกค้าง : การนอนหลับที่ดี ยังช่วยให้สมองสามารถกำจัดสารพิษตกค้างที่ได้รับมาตลอดทั้งวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การออกกำลังกาย กระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง

นอกจากการบำรุงด้านโภชนาการและการนอนหลับแล้ว การออกกำลังกายก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยวิธีฝึกสมองให้ความจำดีได้เช่นกัน โดยนอกจากจะกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ดีแล้ว การออกกำลังกายยังช่วยให้ร่างกายเกิดกระบวนการดังต่อไปนี้

  • เพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง : การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ซึ่งมีทั้งออกซิเจน และสารอาหารบำรุงสมอง ทำให้รู้สึกสดชื่น และช่วยเสริมสร้างสมาธิ
  • กระตุ้นการหลั่งสาร Brain-Derived Neurotrophic Factor (BDNF) : ช่วยเสริมสร้างการเติบโตของเซลล์ประสาท และการเชื่อมโยงความจำในสมอง 
  • ลดความเครียด : เมื่อความเครียดของเด็กลดลง สมองส่วนการเรียนรู้ (Prefrontal Cortex) จะทำงานได้เต็มที่

เคล็ดลับ 5 “วิธีฝึกสมองให้ความจำดี” ที่ทำได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน

เคล็ดลับ วิธีฝึกสมองให้ความจำดี ที่ทำได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน

ทราบกันไปแล้วว่าสมองทำงานอย่างไร และสามารถบำรุงสมองอย่างไรได้บ้าง ถัดมาเราไปดูกันว่าหากต้องการวิธีฝึกสมองให้เด็ก จะต้องทำยังไงให้เด็กจำเก่ง และมีความจำที่ดีขึ้นได้บ้าง

1. อ่านหนังสือนิทานซ้ำ ๆ และตั้งคำถามให้ลูกคิดตาม

การอ่านหนังสือนิทานที่เหมาะสมกับวัยของลูก จะช่วยเสริมสมาธิและกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ของเด็กได้ โดยใช้วิธีการอ่านซ้ำ ๆ และตั้งคำถามเพื่อให้ลูกคิดตาม เป็นการกระตุ้นทักษะความจำ และการวิเคราะห์ไปในตัว

2. ให้ลูกเล่าเรื่องราวหรือเหตุการณ์ประจำวันก่อนนอน

หากลูกมีนิสัยชอบเล่าเรื่องราวต่าง ๆ แนะนำให้พ่อแม่สนใจฟัง เพราะถือเป็นสัญญาณดีเรื่องพัฒนาการเด็ก และยังเป็นการกระตุ้นความจำเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ลูกได้พบเจอมาตลอดวัน ซึ่งจะช่วยเสริมการสร้างเซลล์ประสาท และทำให้เด็กความจำดีขึ้นได้

3. ใช้ดนตรีและเสียงเพลงช่วยจำ (Music Therapy)

สมองของเด็กตอบสนองต่อจังหวะและทำนองได้ดีกว่าคำพูด โดยการใช้เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ เช่น เพลงตัวเลข หรือเพลงคำศัพท์ จะช่วยให้เด็กจดจำข้อมูลได้ง่ายขึ้นแบบไม่รู้ตัว นอกจากนี้ดนตรียังช่วยกระตุ้นสมองทั้งสองซีกให้ทำงานประสานกัน ช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย ซึ่งเป็นสภาวะที่สมองจะเปิดรับและบันทึกข้อมูลได้ดี

4. การเชื่อมโยงข้อมูลกับภาพหรือความรู้สึก (Visual Memory)

สมองของเด็กรวมถึงคนเราจะสามารถจดจำภาพ หรือความรู้สึกได้ดีกว่าตัวอักษร ดังนั้นเพื่อเพิ่มทักษะความจำให้ลูก คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกให้ลูกสร้างภาพในใจ เช่น เมื่อสอนเรื่องผลไม้ ให้ลูกลองหลับตาแล้วนึกถึงสี ผิวสัมผัส และรสชาติของผลไม้นั้น ๆ หรือการใช้แผนภาพสีสันสดใส (Mind Map) เข้าช่วย การเชื่อมโยงข้อมูลใหม่เข้ากับความรู้สึกสนุก หรือ สิ่งที่เด็กสนใจ จะทำให้ข้อมูลนั้นถูกส่งไปเก็บในความจำระยะยาวได้เร็วขึ้น

5. ลดการดูหน้าจอ (Screen Time) เพื่อเพิ่มสมาธิ

การจ้องหน้าจอนานเกินไป โดยเฉพาะสื่อที่เปลี่ยนภาพเร็ว ๆ (Fast-paced Media) จะทำให้เด็กคุ้นชินกับการรับข้อมูลที่ฉาบฉวย และไม่ต้องใช้ความพยายามในการคิด ส่งผลให้สมาธิจดจ่อสั้นลง เกิดอาการติดจอ เมื่อเด็กไม่มีสมาธิ ความสามารถในการจดจำต่าง ๆ ก็จะลดลง ดังนั้นการลดเวลาหน้าจอ แล้วเปลี่ยนมาทำกิจกรรมที่ต้องใช้การรอคอยหรือการวางแผน จะช่วยกู้คืนพื้นที่สมาธิและทำให้เด็กจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้แม่นยำขึ้น

แนะนำกิจกรรมและวิธีฝึกสมองให้เด็กผ่านการเล่น (Play-based Learning)

แนะนำกิจกรรมและวิธีฝึกสมองให้เด็กผ่านการเล่น

ในปัจจุบันมีกิจกรรมและอุปกรณ์เสริมมากมายที่ช่วยเสริมสร้างทักษะความจำ และเป็นวิธีฝึกสมองให้เด็กความจำดีได้หลากหลายผ่านการเล่น (Play-based Learning) ซึ่งพ่อแม่สามารถใช้ของเล่นดังต่อไปนี้เสริมได้

บอร์ดเกม เกมจับคู่ภาพ และจิ๊กซอว์ (Memory Games)

บอร์ดเกม เกมจับคู่ภาพ และจิ๊กซอว์ต่าง ๆ เป็นของเล่นที่จะช่วยเสริมสร้างความจำในรูปแบบของรูปภาพ (Visual Memory) ซึ่งการที่เด็กต้องจดจำตำแหน่งของแผ่นป้าย หรือมองหาจิ๊กซอว์ชิ้นที่หายไป จะช่วยฝึกให้สมองทำงานอย่างเป็นระบบ พัฒนาการสังเกต และฝึกความอดทนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้

 

ดุสิตชวนอ่านบทความดี ๆ เพิ่มเติม : ของเล่นสำหรับเด็กปฐมวัย เลือกอย่างไรให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับพัฒนาการ 

กิจกรรมศิลปะ งานประดิษฐ์ และการเล่นบทบาทสมมติ (Role Play)

ศิลปะบำบัด การทำงานประดิษฐ์ต่าง ๆ รวมถึงการเล่นบทบาทสมมุติ เป็น Play-based Learning ชั้นดีที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะความจำของเด็กได้ โดยจะช่วยให้เด็กได้ใช้จินตนาการเชื่อมโยงกับความจำ เช่น การจำบทบาทของหมอหรือเชฟ ส่วนงานศิลปะช่วยให้เด็กได้ฝึกการวางแผนและลำดับขั้นตอนในสมอง เป็นหนึ่งในวิธีเสริมเส้นประสาทใหม่ ๆ ที่จะช่่วยให้เด็กความจำดีขึ้น

สรุป

การเสริมสร้างสมองและความจำของลูกรักคือการสร้างนิสัยและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต โดยควรทำในรูปแบบและความถี่ที่เหมาะสม ไม่ยัดเยียดความรู้ให้กับเด็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ตั้งแต่การบำรุงร่างกายด้วยอาหารที่ดี การพักผ่อนที่เพียงพอ ไปจนถึงการฝึกทักษะผ่านการเล่นที่เหมาะสมกับวัย ที่จะช่วยให้ลูกเรียนรู้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพ

เริ่มต้นก้าวแรกแห่งการเรียนรู้ที่โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูวส์ ดุสิต (St. Andrews Dusit)

หากคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหาสถานที่ที่จะช่วยต่อยอดศักยภาพสมองของลูกรักผ่านแนวคิด Play-based Learning ที่เข้มข้นในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและอบอุ่น ดุสิตออกแบบหลักสูตรที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง (Active Learning) ในบรรยากาศที่ส่งเสริมความกล้าแสดงออกและการคิดวิเคราะห์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ เติบโตไปพร้อมกับความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) อย่างสมดุล

General Enquiries : +66 (0) 2668 6231